You are browsing the archive for Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ.

Avatar of admin

by admin

“โกซัน ข้าวมันไก่” รุกตลาดอาหารพร้อมปรุง

May 5, 2011 in Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ

บริษัท โกซันโอเค จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ “โกซัน ข้าวมันไก่” เร่งเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ “อาหารพร้อมปรุง” 10 กว่ารายการ เน้นเจาะกลุ่มธุรกิจ ร้านอาหาร ภัตตาคาร และ โรงแรม ตั้งเป้าโต สิ้นปี 2551 มียอดจำหน่ายรวมกว่า 300 ล้านบาท พร้อมประกาศ ขอขึ้นราคาขายหน้าร้านให้กับแฟรนไชส์ 5 บาท

นายประเสริฐ จันทร์ไพแสง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกซันโอเค จำกัด กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัวธุรกิจใหม่ภายใต้แบรนด์โกซัน ซึ่งเป็นอีกไลน์ธุรกิจหนึ่ง เป็นอาหารประเภทพร้อมปรุง (Ready to cook) รูปแบบอาหารกึ่งสำเร็จรูป นำมาปรุงต่อเพียงเล็กน้อย เพื่อขายหรือรับประทานเองในครอบครัวที่มาในการแตกไลน์สินค้าประเภท อาหารพร้อมปรุง ( Ready to cook ) นายประเสริฐ เล่าให้ฟังว่า จากประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหาร หรือ แฟรนไชส์อาหาร พบว่าธุรกิจร้านอาหารหรือภัตราคาร มีปัญหาที่พบบ่อยอยู่ 3-4 จุดคือ เรื่องของสินค้าขายดีแต่ขาดแรงงาน ,กุ๊ก หรือ เชฟ ที่มีฝีมือ ค่าแรงจะสูง ,เมื่อเปลี่ยนกุ๊ก หรือ เชฟ รสชาติจะเปลี่ยนตาม และปัญหาการเกิดของเสียจากเตรียมการปรุงและตัดแต่งสินค้า เราจึงเริ่มศึกษาและพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ และบริษัทฯ เองมีความพร้อมทางด้านนี้อยู่

สำหรับกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านค้าทั้วไป และกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งจะสามารถช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน ช่วยลดต้นทุน และควบคุมต้นทุนในการขายสินค้าของร้านอาหารหรือภัตตาคารได้ และที่สำคัญรสชาติของสินค้ามีความแน่นอน ซึ่งสินค้ากลุ่มแรกที่ออกวางจำหน่ายใน แม็คโคร เดือน พ.ค.นี้ จะประกอบไปด้วย ไก่หมักงา ไก่หมักปาปิก้า ไก่หมักพริกไทยดำ เนื้อตับไก่หมักงา และสินค้าในเฟสที่สองจะเป็นสินค้าในกลุ่มของ ปอเปี๊ยะ ไก่จ้อ แหนมเอ็นไก่ ไก่หมักน้ำผึ้ง ไก่เทอริยากิ ปีกบนปาปิก้า ปีกบนชิคกี้ ปีกบนนิวออร์ลีน

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ อาหารพร้อมปรุง ( Ready to cook ) แบรนด์โกซัน อยู่ที่ รสชาติที่สม่ำเสมอมีสูตรตายตัว ความสดใหม่ของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่ได้มาตราฐานส่งออก มีการปรับเปลี่ยนสินค้าให้ทันกับสถานะการ และที่สำคัญคือเรื่องของคุณภาพของสินค้า สำหรับแผนการตลาดของสินค้าประเภท อาหารพร้อมปรุง นี้นอกจากจะวางจำหน่ายใน แม็คโคร แล้ว ยังเสริมทัพด้วยทีมขายออกตลาดไปยังลูกค้าโดยตรง และประกอบกับโกซัน เป็นแบรนด์ใหม่จึงพยามออกงานแสดงสินค้าต่างๆที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า สำหรับด้านความเคลื่อนไหวของธุรกิจแฟรนไชส์ “ข้าวมันไก่โกซัน” เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้แจ้งให้ทางแฟรนไชส์ซีทั่วประเทศปรับราคาขายหน้าร้านขึ้น 5 บาทโดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 20 ,25 และ 30 บาท จากเดิม 15 ,20 และ 25 บาท เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี คือราคาไก่สดที่เพิ่มสูงขึ้นจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 15-20 % ,ราคาข้าวสารและน้ำมันพืชที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 80% และราคาค่าพื้นที่ตั้งหน้าร้านก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทฯ พยามที่จะพยุงราคาไว้ตั้งแต่เดือน มกราคม – มีนาคม

ปัจจุบันแฟรนไชส์ข้าวมันไก่โกซันมีอยู่ทั้งสิ้น 120 สาขาทั่วประเทศ ไตรมาสแรกที่ผ่านมา มียอดขายสูงกว่าไตรมาส 4 ของปี 2550 ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 36 ล้านบาท คาดว่าไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 จะมียอดขายอยู่ที่ 60 ล้านบาท / ไตรมาส โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมตลอดทั้งปี 300 ล้านบาท และภายในปีนี้ จะขยายศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มอีก 3 จุดได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต พิษณุโลก เพื่อรองรับลูกค้าทั้งแฟรนไชส์ และผลิตภัณฑ์ อาหารพร้อมปรุง ( Ready to cook ) ด้วย

สำหรับสื่อมวลชน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด
นายอาทิตย์ ประภาสะวัต (ปอนด์) 086-314-8200 ,0-2704-7958 ต่อ 207
ฝ่ายการตลาด บริษัท โกซันโอเค จำกัด คุณเจี๊ยบ 081-666-3442

Avatar of admin

by admin

เดอะพิซซ่าฯ /สเวนเซ่นส์ เจาะนักธุรกิจภูมิภาครุ่นใหม่

May 5, 2011 in Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ


ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งขาดความมั่นคง และตามด้วยการโหมกระหน่ำจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลของซับไพรม์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบแน่ อย่างไรก็ตามในส่วนของบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ปฯ ภายใต้การบริหารของ วิลเลี่ยม ไฮเน็คกี้ ประธาน บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารอาณาจักรร้านอาหารแบรนด์เนมดังต่างๆ อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี สเวนเซ่นส์ แดรี่ ควีน(ดีคิว) เป็นต้น กลับมองเห็นวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการมุ่งขยายธุรกิจร้านอาหาร 2 แบรนด์ดังอย่าง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และสเวนเซ่นส์ ภายใต้รูปแบบแฟรนไชส์ เพื่อรองรับอัตราการเติบโตของตลาดภายในประเทศมากขึ้น หลังดำเนินธุรกิจ 2 ร้านอาหาร/ไอศกรีม ในรูปแบบแฟรนไชส์มานานร่วม 6 ปี เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจในฐานะเจ้าตลาด

ซึ่งท่าทีล่าสุด เมื่อระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท ไมเนอร์ฯ จัดการประชุมธุรกิจแฟรนไชส์ ขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อแสดงศักยภาพบริษัทในฐานะที่ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการแฟรนไชส์ธุรกิจอาหารแบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และ สเวนเซ่นส์ ด้วยจำนวนผู้ประกอบการแฟรนไชซีทั้งสิ้น 71 ราย โดยบริษัทวางตำแหน่งให้ผู้ประกอบการแฟรนไชซีของบริษัทในฐานะของหุ้นส่วนธุรกิจด้วย พร้อมมองถึงอนาคตธุรกิจดังกล่าวผ่านแนวคิดผู้บริหาร

 
บิ๊กไมเนอร์ ไม่หวั่นพิษเศรษฐกิจ-การเมือง


นายวิลเลี่ยม ไฮเน็คกี้ ประธาน บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ปฯ กล่าวว่าจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรคหรือปัจจัยหลักที่จะเข้ามาชะงักการดำเนินธุรกิจในประเทศ แต่พยายามมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตัวของธุรกิจโดยเฉพาะ 2 แบรนด์ร้านอาหารสไตล์ อิตาลี เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และร้านไอศกรีม สเวนเซ่นส์ ด้วยการมุ่งขยายธุรกิจไปสู่รูปแบบแฟรนไชส์มากขึ้น
ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมาหลังบริษัทดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ทั้ง 2 แบรนด์ดังกล่าวนั้นพบว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ได้มีการขยายตัวของสาขาใหม่ๆ จากผู้สนใจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งแบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และ สเวนเซ่นส์ อย่างต่อนื่องโดยมีอัตราเติบโตสูงขึ้น 24% แม้ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจทั่วโลกและการเมืองในประเทศไทยจะอยู่ในภาวะยากลำบาก แต่ในส่วนธุรกิจร้านอาหารนั้นยังเติบโตดีอยู่
ชู 2 แบรนด์เดอะพิซซ่า-สเวนเซ่นส์ รุกตจว.เต็มสูบ


เพื่อสนับสนุนต่อแนวทางที่บริษัทได้ดำเนินมานั้น นายอรรถ ประคุณหังสิต ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจแฟรนไชส์ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ปฯ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ทั้ง 2 แบรนด์ คือ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และ สเวนเซ่นส์ ในปี 2552 บริษัทจะยังคงเดินหน้าขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์เพิ่ม ตามที่แผนเดิมที่วางไว้ โดยตั้งเป้าแต่ละแบรนด์มีจำนวนสาขาใหม่ไม่ต่ำกว่า 10 สาขา ในรูปแบบแฟรนไชส์ทั้งหมด ซึ่งการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในทำเลสาขาต่างจังหวัดนั้น ยังมีโอกาสสูงอยู่มาก จากพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น ที่นิยมมารับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อโอกาสพิเศษต่างๆ
ขณะที่อาหารประเภทพิซซ่า ก็ถือว่าเป็นกลุ่มอาหารในโอกาสพิเศษเช่นกัน รวมไปถึงการซื้อเพื่อกลับบ้าน หรือ Take away ไปให้สมาชิกครอบครัวในวาระพิเศษ เป็นต้น ส่วนรูปแบบของผู้บริโภคเมืองหลวง อย่างกรุงเทพฯเริ่มเปลี่ยนไปด้วยหันไปนิยมบริการจัดส่งถึงบ้าน หรือดีลิเวอรี มากขึ้นแทน ซึ่งแม้ว่าตลาดในกรุงเทพฯจะยังไม่อิ่มตัว เนื่องจากยังมีการขยายตัวของค้าปลีกสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งบริษัทก็จะไปพร้อมกับขยายสาขาร่วมกัน รวมถึงยังได้มีการปรับปรุงโฉม (รีโนเวต) ร้านอาหารทั้ง 2 แบรนด์ให้ทันสมัยด้วย

 
นักลงทุนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สเวนเซ่นส์


การเติบโตที่ไม่หยุดนิ่งนั้น พบว่าในตลาดต่างจังหวัด มีกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุเฉลี่ย 26-27 ปี หันมาสนใจลงทุนทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ร้านอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะร้านไอศกรีม สเวนเซ่นส์ จากหลักเกณฑ์เดิมที่บริษัทวางไว้คร่าวๆ คือ เป็นกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินกิจการค้าปลีกมาก่อน ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ เพื่อประกันว่าผู้ลงทุนธุรกิจกับบริษัท มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจมาก่อนหน้าแล้ว ปัจจุบันเกณฑ์รายได้ของผู้ลงทุนคิดอัตราเฉลี่ยที่ 15% ของรายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับร้านเดอะพิซซ่า และสัดส่วน 20% จากรายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือนสำหรับแบรนด์ สเวนเซ่นส์ และต้องทำสัญญากับบริษัทเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งผู้ลงทุนควรคืนทุนได้ภายใน 5 ปีแรก

 
มุ่งขยายสาขาธุรกิจในจังหวัดใหม่ๆ
สำหรับทิศทางบริษัท จะขยายสาขาร้านเดอะ พิซซ่า และ สเวนเซ่นส์ ไปยังจังหวัดในเลเวลที่ 2 และที่3 มากขึ้น อาทิ ศรีสะเกษ ระนอง อำเภอทุ่งสง นครศรีธรรมราช หาดราไวย์ ภูเก็ต เป็นต้น หลังก่อนหน้าบริษัทมุ่งเปิดสาขาในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆได้ครอบคลุมไว้หมดแล้ว ขณะที่ปีนี้บริษัทถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าที่วางไว้ คือ ร้านไอศกรีมสเวนเซ่นส์ โดยเปิดแล้ว 29 สาขา เดิมวางไว้ 10 สาขา ส่วนร้านเดอะพิซซ่า คอมปะนี ปัจจุบันเปิดใหม่ 24 สาขา จากเดิมวางไว้ 11 สาขา

ปัจจุบันทั้ง 2 แบรนด์เปิดให้บริการในรูปแบบแฟรนไชส์แบ่งออกเป็น ร้านสเวนเซ่นส์ 95 สาขา และ เดอะ พิซซ่า 47 สาขา จากร้านสาขาทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ สเวนเซ่นส์ รวม 203 สาขา และ เดอะพิซซ่า 188 สาขา โดยแบ่งสัดส่วนเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ราว 70% และบริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง 30%
สำหรับอัตราการเติบโตธุรกิจแฟรนไชส์ทั้ง 2 แบรนด์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2551 ปีนี้มีอัตราการเติบโตโดยรวมอยู่ที่ 24% โดยแบรนด์สเวนเซ่นส์ เติบโตราว 35% และแบรนด์เดอะพิซซ่า ราว 14% ซึ่งจากการขยายสาขาใหม่เพิ่มเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ คาดสิ้นปีนี้ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์บริษัทมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 24% และในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าบริษัท จะนำร้านไอศกรีมแบรนด์ แดรี่ ควีน หรือ ดีคิว มาขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ด้วย

ภาพและบทความจาก http://www.thaifranchisecenter.com

Avatar of admin

by admin

เจาะใจเถ้าแก่ใหม่ คุณณัฐนนท์ โตชยามานนท์ เจ้าของร้าน “ลิตเติ้ลดั๊ก”

May 5, 2011 in Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ

สวัสดีค่ะ วันนี้เจ๊กัญขาเม้าท์แห่ง Blog เถ้าแก่บางกอก ( TownCare Bangkok) มีเรื่องเล่าความสำเร็จจากหลักสูตรการทำธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ โดยเจ้าของความสำเร็จในคราวนี้ คือคุณณัฐนนท์ โตชยามานนท์ เจ้าของร้าน “ลิตเติ้ลดั๊ก” หนึ่งในเถ้าแก่ใหม่ในแวดวง เถ้าแก่บางกอกของพวกเรา
ก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้าน คุณณัฐนนท์หรือพี่แอ๊ด เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพขายอาหารอยู่ที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่มีความตั้งใจที่อยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง โดยมองทำเลย่านถนนรามอินทราไว้ เพราะเป็นแหล่งชุมชน ที่มีทั้ง บริษัท ห้างร้านและที่พักอาศัย อยู่ค่อนข้างหนาแน่น และที่สำคัญอยู่ใกล้กับบ้านพักของตนเองพี่แอ๊ดยังเล่าต่อให้ฟังว่าตอนนั้นสนใจที่จะซื้อแฟรนไชส์ “ร้านลิตเติ้ลดั๊ก” เพราะติดใจรสชาติของเป็ดย่าง และอยากจะหาความรู้เกี่ยวกับการเปิดร้านอาหาร ซึ่งพอได้รับทราบข่าวว่าทาง ISMED เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็เลยตัดสินใจมาสมัครโดยมาในวันสุดท้ายพอดี และก็โชคดีที่ผ่านการสัมภาษณ์และได้รับคัดเลือกเข้าอบรม ซึ่งในช่วงท้ายของการอบรมก็ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ “ร้านลิตเติ้ลดั๊ก” เพื่อเปิดร้านโดยเซ้งอาคารพาณิชย์ 1 คูหาในซอยรามอินทรา 52/1 ข้างโรงพยาบาลสินแพทย์ และเริ่มเปิดขายเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552 ที่ผ่านมา โดยมี พี่ๆ น้องๆ ช่วยกันบริหาร โดยอาหารจานหลักของร้านเป็นอาหารจานเดียว เช่น ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ดย่าง ข้าวหมูแดง บะหมี่หมูแดง และตอนนี้ได้เพิ่มเป็ดตุ๋นและเป็ดพะโล้ เข้ามาเสริมทัพอีกด้วยนอกเหนือจากจานเด็ดที่ว่ามา พี่แอ๊ดยังเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ยังมีอีกเมนูเด็ดอร่อยที่ได้มาจากการอบรม ก็คือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “น้ำสมุนไพรดอกอัญชัญ” ที่ถือเป็นเครื่องดื่มไฮไลท์ของทางร้าน โดยวัตถุดิบที่ใช้ก็คือดอกอัญชัญอบแห้งที่คัดสรรมาจากร้านโครงการหลวงนำมาทำตามสูตรที่ได้ร่ำเรียนมา แถมได้เคล็ดลับจากอาจารย์มาอีกว่าเวลาเสิร์ฟจะมาพร้อมกับมะนาวผ่าซีกชิ้นเล็กๆ ให้ลูกค้าบีบซึ่งนอกจากจะเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นแล้วยังเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้มของน้ำให้กลายเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงใส ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะกับลูกค้าตัวน้อยๆ ที่มากับคุณพ่อคุณแม่นอกจากนี้ พี่แอ๊ดยังย้ำกับเจ๊กัญขาเม้าท์มาอีกว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้สามารถขายอาหารคุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพงและมีกำไรพอที่จะแข่งกับร้านดังๆ ในห้างได้ก็คือ สิ่งที่อาจารย์ย้ำนักย้ำหนาในการอบรมเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่าย การบริหารต้นทุนอย่างเคร่งครัดและเป็นระบบ โดยพี่แอ๊ดยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถึงแม้จะเป็นกิจการที่ทำร่วมกันระหว่างพี่ๆ น้องๆ แต่ก็ต้องตั้งค่าจ้างให้กับทุกคน ซึ่งก็รวมถึงตัวของพี่แอ๊ดเองด้วย นอกจากนั้นถ้ามีการสั่งอาหารกินในร้าน พี่ๆ น้องๆ ก็ต้องจ่ายค่าอาหารด้วย ทำให้สามารถคำนวณ ต้นทุน รายได้ ที่แท้จริงได้ถูกต้อง ใครจะเอาเคล็ดลับนี้ไปใช้พี่แอ๊ดยินดีไม่มีค่าลิขสิทธิ์ แถมพี่แอ๊ดยังอวดให้ฟังอีกว่าเมื่อต้นเดือน เมษายน ที่ผ่านมา“ร้านลิตเติ้ลดั๊ก” ถูกเชิญไปออกร้านในงานกาชาดและได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ และที่สำคัญก่อนจากกันในวันนั้นได้แอบกระซิบให้ฟังว่ามีผู้ใหญ่ที่นับถือกันมาชักชวนเพื่อจะร่วมลงทุนขยายกิจการเพิ่มอีกสาขาหนึ่ง โดยเล็งทำเลย่านลาดพร้าวไว้ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดร้านได้ภายในปี 2553 อย่างแน่นอน
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับเรื่องเล่าความสำเร็จ ของพี่แอ๊ดกับร้านลิตเติ้ลดั๊ก เจ๊กัญขาเม้าท์หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับ ว่าที่เถ้าแก่บางกอกท่านอื่นๆ ที่กำลังค้นหาเส้นทางของการมีกิจการเป็นของตัวเอง อันที่จริงเจ๊กัญยังมีเรื่องเล่าของชาวเถ้าแก่บางกอกอีกหลายท่านที่วันนี้ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ถ้าเพื่อนๆ ท่านใดมีข่าวดีแบบเดียวกับพี่แอ็ดและเจ๊กัญยังไม่มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ก็ส่งข่าวมาบอกกันด้วยนะค่ะ หรือถึงแม้ว่ายังไม่มีข่าวดีแต่มีแผนอยากจะเปิดกิจการหรืออยากได้รับความช่วยเหลือในการเปิดกิจการไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ติดต่อมาหาเจ๊กัญได้นะค่ะ เรื่องอย่างนี้เจ๊กัญและพันธมิตรยินดีจัดให้ค่ะ
หมายเหตุ สนใจติดต่อกับ คุณณัฐนนท์ โตชยามานนท์ หรือพี่แอ๊ด เจ้าของ “ร้านลิตเติ้ลดั๊ก” ได้ที่เบอร์โทร 081-8254546

ภาพและบทความจาก http://towncarefoodanddrink.blogspot.com
Avatar of admin

by admin

ข้อมูลธุรกิจ – ร้านขายโทรศัพท์มือถือ

May 5, 2011 in Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ

อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเลยเอามาฝาก เผื่อชาวสีลมท่านใดสนใจจะเปิดธุรกิจสินค้ามือถือ จะได้มีข้อมูลไว้ประกอบการตัดสินใจคะ

ผู้ค้ามือถือเมืองตรังโอด ยอดขายทรุด ได้กำไรต่อเครื่องจิ๊บจ๊อย เอเย่นต์ยังพรึบเต็มเมือง เปิดศึกแข่งเดือดดึงลูกค้า อัดแคมเปญล่อใจ ทั้งลด แลก แจก แถม 4-5 รายการ พร้อมหันมาเน้นบริการหลังการขาย ชี้เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

นายวสันต์ ศิลปานิสงฆ์ เจ้าของร้านโมบายโคโคนัท ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ จ.ตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ภาวะการซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ใน จ.ตรัง ค่อนข้างเงียบและซบเซามากกว่าปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากมีร้านขายโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลาย

“ทางร้านไม่เคยตั้งเป้าเอาไว้ ขายกันแบบวันต่อวัน แต่ที่ร้านก็มียอดขายโทรศัพท์เครื่องใหม่เฉลี่ย 70-80 เครื่อง/เดือน ลูกค้าค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่วัยทำงานจนถึงนักเรียน นักศึกษา ส่วนมากจะเป็นลูกค้าขาประจำและลูกค้าที่บอกกันปากต่อปากมากกว่าที่จะเดินออกไปหาตลาดเอง และเราจะให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายมาก เช่น โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถดาวน์โหลดเกม หรือโหลดเพลงให้ฟรีสำหรับรุ่นที่รองรับ MP3″

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับเอไอเอส พลัส จัดโปรโมชั่นลดอุปกรณ์เสริม 10-30% เช่น แบตเตอรี่ สายชาร์จ หน้ากาก เป็นต้น และทางร้านยังมีของแถมพิเศษให้อีก 4-5 อย่าง

นายวสันต์กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ใครที่คิดจะลงทุนเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือต้องคำนึงถึงเงินทุนสำรองให้มากๆ เพราะต้องซื้อสินค้าด้วยเงินสดทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าเครดิต โดยทุนที่ใช้เบื้องต้นประมาณ 3-4 แสนบาท จึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะทุก 15 วันจะมีการปรับเปลี่ยนราคาสินค้า ดังนั้นหากสินค้ายังค้างสต๊อกอยู่หน้าร้านก็ต้องขายขาดทุนแล้วจัดซื้อสินค้าตัวใหม่มาโชว์

“โทรศัพท์ 1 เครื่อง กำไรประมาณ 40% ก็พออยู่ได้ แต่ไม่ถึงกับดีอย่างที่ผ่านๆ มา เพราะขณะนี้โทรศัพท์ราคาถูกมากเครื่องละประมาณ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น และพบว่าเครื่องมือสองจะขายได้ดีกว่าเครื่องใหม่แกะกล่อง และกำไรที่ได้จากเครื่องมือสองสูงถึง 60%” นายวสันต์กล่าว

ขณะที่นายกฤตนันท์ ไชยานุพงศ์ เจ้าของบริษัทซิตี้โมบาย กล่าวยอมรับเช่นกันว่า ยอดขายมือถือปีนี้ซบเซากว่าปีที่ผ่านๆ มามาก ซึ่งร้านของตนจะขายเฉพาะโทรศัพท์มือหนึ่งเท่านั้น โดยใช้เงินสดซื้อมาทั้งหมด แต่ก็มีปัญหาเพราะบางครั้งซื้อมาเพียง 3 วันราคาก็ตกแล้ว ฉะนั้นจำเป็นต้องรีบขายออกไป แต่หากลูกค้าต้องการโทรศัพท์ที่มีราคาแพงๆ จะใช้วิธีสั่งซื้อทางแค็ตตาล็อกแทน ส่วนโทรศัพท์มือสองจะไม่รับซื้อ เพราะเคยถูกลูกค้าหลอกขายมาแล้ว

“ยุคนี้ได้กำไรน้อยมากแค่เครื่องละ 100-200 บาท รายได้ต่อเดือนประมาณ 1 แสนบาทพออยู่ได้ แต่ยังไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป แม้ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ แต่ต้องใช้ทุนสูงถึง 1-2 ล้านบาท”

นายกฤตนันท์กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีคนสนใจเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือกันมาก การตลาดจึงจำเป็นอย่างยิ่ง มีบ้างที่ช่วงแรกๆ ทางร้านจะต้องออกไปเดินหาตลาดเอง แต่มาระยะหลังๆ ไม่มีเวลาจึงหยุดไปและหันมาเน้นเรื่องบริการหลังการขายแทน ธุรกิจตัวนี้ต้องทำใจหลายๆ เรื่อง บางวันขายไม่ได้เลยก็มี แต่บางวันขายได้มาก จึงต้องคิดแคมเปญขึ้นมาเพื่อเรียกลูกค้า แต่ละเดือนจะมีแคมเปญแตกต่างกันออกไป เช่น แจกเสื้อยืด ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าพอสมควร

ข้อมูลจาก  http://www.atriumtech.com

Avatar of admin

by admin

แฟรนไชส์ไส้กรอกอีสาน (คืนทุนเร็ว)

May 5, 2011 in Idea ธุรกิจที่น่าสนใจ

หากถามว่าธุรกิจประเภทใดที่ลงทุนแล้วเห็นกำไรเร็ว เชื่อว่าหลายคนคงต้องยกให้ ประเภทอาหารขึ้นแท่นเป็นพระเอก แต่ถ้าถามต่อว่า อาหารอะไรที่ขาย 3 วันคืนทุน 4วันทำกำไรได้ แบบนี้คงทำให้หลายคนตกใจและสังสัยว่า ขายอะไร? เป็นไปได้จริงหรือ! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ไส้กรอกอีสาน “ชลชาติ” ยืนยันว่าก็ไส้กรอกอีสานทอดนี่ล่ะที่เป็นไปได้ แบบนี้คงต้องตามไปฟังเผื่อจะได้ไม่ตกข่าวรีบลงทุนกันตั้งแต่เนิ่นๆ

ก่อนสู่ธุรกิจไส้กรอกอีสานแบรนด์ “ชลชาติ”
ผู้บริหาร หจก.ชลชาติ ฟูดส์ เปิดเผยถึงการเริ่มต้นเส้นทางของธุรกิจอาหารประเภทไส้กรอกอีสานว่า “ก่อนที่จะทำธุรกิจไส้กรอกอีสาน แบรนด์ชลชาตินั้น เดิมทีก็คลุกคลีในธุรกิจอาหารแปรรูปมาก่อนแล้ว ซึ่งก็เป็นไส้กรอกอีสานนี้เองโดยผลิตเป็นในลักษณะเล็กๆแบบครอบครัวอยู่ประมาณ 5ปี และเริ่มเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมากขึ้นนับวันก็มีจำนวนลูกค้าสั่งสินค้าเพิ่ม จึงตัดสินใจทำให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็นรูปแบบอุตสาหกรรม และมองว่าควรจะสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้บริหารทุกคนจึงเห็นชอบให้ใช้แบรนด์ว่า ชลชาติ นับจากนั้นเป็นต้นมา ชลชาติจึงเป็นที่รู้จักในแบรนด์ของไส้กรอกแบบทอดอีสานและเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคเรื่อยมา”

แบรนด์ครองตลาดด้วยมาตรฐานครองใจลูกค้า
“สิ่งที่ทำให้ไส้กรอกอีสานแบบทอดของแบรนด์ ชลชาติ เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของผู้บริโภคนั้น ก็เพราะความพิถีพิถันในทุกๆขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ส่งผลให้รสชาติอร่อยถูกปากคนทาน ทอดง่ายไม่แตก ไม่กระเด็น จึงทำให้ลูกกลมสวย ขนาดพอรับประทาน ที่สำคัญใช้เวลาทอดไม่นานก็จะได้ไส้กรอกที่กรอบ น่ารับประทานยิ่งขึ้น ซึ่งเทียบกับไส้กรอกอีสานทั่วไปจะใช้การย่างที่ค่อนข้างนาน เพราะหากทอดจะทำได้ลำบาก จึงทำให้รสชาติต่างกันด้วย”

ต่อยอดแบรนด์เป็นแฟรนไชส์ เสริมรายได้ให้ผู้ลงทุน
“เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วทั้งมาตรฐานการผลิต รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และแบรนด์ที่คุ้นหู เราจึงขยายตลาดให้กว้างขึ้นทั้งกำลังการผลิตจากโรงงาน 2 แห่งในนนทบุรีและบางเขน และการปล่อยสินค้าออกไปในรูปแบบของแฟรนไชส์ ซึ่งเรามั่นใจแล้วว่าผู้บริโภคเริ่มต้องการทดลองสินค้ามากขึ้น ดังนั้นการกระจายด้วยแฟรนไชส์จึงเหมาะสมที่สุด เพราะไม่ใช่เฉพาะไส้กรอกอีสานทอดของเราจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยแล้ว ก็ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดรายได้อย่างาม กับผู้ที่มีทุนน้อยแต่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งรายได้ใช้ระยะเวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้นก็คืนทุน”

รูปแบบแฟรนไชส์ลงทุนน้อยแต่ทำกำไรเร็ว
“สำหรับแฟรนไชส์ของเรา เป็นการลงทุนที่น้อยแต่สามารถคืนทุนได้เร็ว จากการสอบถามข้อมูลลูกค้าหรือแฟรนไชส์ซีของเรา ระยะเวลาคืนทุนเร็วที่สุด คือ 3 วันรายได้ต่อวัน 10,000 บาท เป็นสาขาที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเราไม่ได้ยกเมฆมีให้เห็นจริงๆ เพราะสินค้าเราขายง่ายอร่อยจึงมีผู้กลับมาซื้ออีก ยิ่งประกอบกับรูปแบบคีออสที่เป็นซุ้มทรงไทยโดดเด่นจึงดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี การลงทุนเริ่มที่ 19,000 บาท โดยแฟรนไชส์ซีจะได้รับ คีออส ทรงไทยขนาด10×80 ซ.ม., ป้ายแฟรนไชส์/ป้ายชื่อร้าน,เตาทอด/ถังแก๊ส, กระทะ/ถัง/เก้าอี้1ตัว,ภาชนะสำหรับใส่ไส้กรอก และ ผักครบชุด พร้อมไส้กรอก30ก.ก.และเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดการทำธุรกิจโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมค่าส่วนแบ่งใดๆ ข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจแต่ยังไม่พร้อมเรื่องเงินุน เพียงคุณมีอุปกรณ์ทอดเอง ทางเราก็มีบริการส่งสินค้าให้นำไปจำหน่ายก่อน พร้อมแถมป้ายแฟรนชส์ฟรีให้ด้วย
หมายเหตุ :ไส้กรอกอีสาน 30 ก.ก.ราคา ก.ก.ละ80บาท(แถมฟรี…ครั้งแรก)คิดเป็นเงิน 2,400 บาทขายได้ขั้นต่ำ 4,000-4,500บาท เท่ากับกำไร100%

ประสบการณ์การันตี แฟรนไชส์ซีประสบผลสำเร็จ
“เราเชื่อว่าด้วยประสบการณ์กว่า 5 ปีในธุรกิจไส้กรอกอีสานของเรา จะเป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้แฟรนไชส์ซีของเรามั่นใจได้เลยว่าจะประสบผลสำเร็จในธุรกิจที่ได้ลงทุนกับเราแน่นอน ด้วยมาตรฐานของเราซึ่งไม่เคยประสบมาก่อนเลยว่าไส้กรอกของเราจะเสียจะขายไม่ได้เพราะเพียงระยะเวลารวดเร็วก็ขายจนเกลี้ยงมียอดสั่งสินค้า เป็นตัวการันตีได้เลย ยิ่งได้ทำเลดีจะทำเงินได้อย่างน่าประหลาดใจ 3 วันคืนทุนอย่างแน่นอน ประกอบกับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเราผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้แฟรนไชส์ซียิ่งมั่นใจว่าลูกค้าจะยิ่งรู้จักมากขึ้นทำให้จำหน่ายได้ปริมาณมาก และอีกไม่นานจะมีการขยายเป็นบรรจุภัณฑ์วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า มินิมาร์ทหรือตามแผงตลาดสดก็จะเสริมให้ลูกค้าคุ้นเคย เพิ่มจำนวนการซื้อได้อีกทาง”
หากท่านใดสนใจลงทุนกับเราทั้งเป็นแฟรนไชส์หรือตัวแทนจำหน่าย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ หจก.ชลชาติ ฟูดส์ 1553/2แขวง/เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ คุณธีรศักดิ์ อู่อรุณ(ผู้จัดการ) เบอร์โทร. 086-534-2607

ภาพและบทความจาก http://www.pantipmarket.com